‘เชฟตุ๋ย’เจ้าของร้านอาหาร”จิตรลดา”ใน LA ขออัดเทปส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ก่อนสิ้นลมอย่างสงบ

‘เชฟตุ๋ย’เจ้าของร้านอาหาร”จิตรลดา”ใน LA ขออัดเทปส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ก่อนสิ้นลมอย่างสงบ


หลังจากที่ “เชฟตุ๋ย” สุทธิพร สังขมี วัย 66 ปี เชฟและเจ้าของร้านอาหารจิตรลดา ในนครลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเชฟอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับสูงสุดคนหนึ่งในอเมริกาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย และ ได้เข้ารับการรักษาแบบเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลไคเซอร์

และเมื่อทราบว่าทางสยามทาวน์ ยูเอส จะทำการถ่ายทอดสดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของชาวไทยในลอส แอนเจลิส ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก เชฟตุ๋ย ก็ได้แสดงความประสงค์อยากร่วมส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ทีมงานจึงได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลไคเซอร์ เพื่อทำการบันทึกเทปตามความประสงค์ของเชฟตุ๋ย เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 17 ต.ค. แต่ในวันดังกล่าว อาการของเชฟตุ๋ยทรุดหนักลง มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่สามารถพูดเสียงดังได้ แต่ยังมีสติสัมปชัญญะแจ่มใส และบอกกับทีมงาน ว่า “เอาไว้อาทิตย์หน้าค่อยทำ ให้พี่หายก่อนนะ”

ทั้งนี้ ในช่วงสายของวันที่ 18 ต.ค. เชฟตุ๋ย ได้ให้น้องสาว ติดต่อมายังสยามทาวน์ฯ ขอให้รีบเดินทางไปทำการบันทึกเทปโดยด่วน ทั้งนี้เพราะอาการของเชฟตุ๋ยเริ่มทรุด มีอาการเจ็บปวดรุนแรง และแพทย์แนะนำให้ฉีดมอร์ฟีน (morphine drip) เพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวด แต่มอร์ฟีนจะทำให้สติสัมปชัญญะและการรับรู้ต่างๆ หย่อนสมรรถภาพไป ดังนั้นเชฟตุ๋ยจึงขอประวิงเวลาออกไปให้นานที่สุด เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

โดยการบันทึกเทปการส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัยของเชฟตุ๋ย มีขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. หลังจากที่ลูกๆ ได้เช็ดหน้า หวีผม จัดแต่งเสื้อผ้า รวมถึงปรับหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น มีภรรยา คือนางรัชนี สังขมี ประคองเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ ที่เชฟตุ๋ย ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 อยู่ใกล้ทรวงอก มีสมาชิกในครอบครัวอยู่เคียงข้างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเชฟตุ๋ย ยกมือซึ่งมีสายยางสำหรับให้เลือด ยา และน้ำเกลือระโยงระยางขึ้นพนมระดับอก และกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า

“ขอน้อมส่งเสด็จพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายสู่สวรรคลาลัย ข้าพระพุทธเจ้า นายสุทธิพร สังขมี ชาวอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของร้านจิตรลดา ในนครลอส แอนเจลิส ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้”

หลังเสร็จการบันทึกเทป แม้จะมีเหน็ดเหนื่อย และหายใจหอบ แต่เชฟตุ๋ย ก็ทักทายและขอบคุณเพื่อนฝูง และผู้ที่เคารพนับถือ ที่เมื่อทราบข่าวก็พากันไปเยี่ยมกันเป็นจำนวนมาก ด้วยท่าทีที่เห็นได้ชัดว่ามีความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางครอบครัว ญาติมิตร และเพื่อนฝูงที่รักใคร่

“ใจผมน่ะสู้ แต่ร่างกายมันไม่ไหวแล้ว” เชฟชื่อดังพูดกับเพื่อนคนหนึ่ง รวมถึงฝากผ่านสยามทาวน์ยูเอส ไปยังเพื่อนคนไทยที่มาทำงานอยู่ที่อเมริกา ให้หมั่นดูแลสุขภาพ อย่ามัวทำแต่งานเหมือนเขา

พร้อมกล่าวขอบคุณไปยังทุกกำลังใจ “ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ พี่น้องทุกคนที่รู้จักผมและให้กำลังใจตลอดเวลาระยะที่ผมป่วย เลยจะฝากขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่านที่ให้กำลังใจผมมาตลอดเวลา ก็อยากจะให้ทุกคนเวลาทำงาน หาเวลาพักผ่อนเยอะๆ จะได้ไม่มีโรคเบียดเบียนแทรกแซงเข้ามาเพราะว่าทำงานมากเกินไป ทุกคนที่มาอยู่ในเมืองนางฟ้านี้ ทำแต่งาน ทำมาหากิน จนหาเวลาพักผ่อนไม่ได้ ก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ก็ขอให้ทุกคนพักผ่อนให้เยอะๆ ผมขอบคุณท่านกงสุลใหญ่ฯ (ธานี แสงรัตน์) และภรรยาที่มาให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา ขอบคุณท่านทูตเจษฎา กตเวทิน ที่ส่งกำลังใจมาให้กระผม และผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไม่ได้กล่าวนามอีกหลายท่าน ก็ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก ก็ขอให้ทุกคนมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุ้มครองให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ขอบารมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่10 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ขอจงทรงพระเจริญ… สาธุ”

นางศรินทิพย์ สิงห์สนอง หรือเชฟแจ๊ส น้องสาวของเชฟตุ๋ย เปิดเผยว่า คณะแพทย์ได้เข้ามาสรุปสถานการณ์ให้เชฟตุ๋ยและครอบครัวฟังตั้งแต่ช่วงเช้า ว่า ขณะนี้อาการของเชฟตุ๋ยทรุดหนักจนสุดความสามารถของแพทย์ที่จะเยียวยาแล้ว แนะนำให้ใช้ยามอร์ฟีน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ให้ร่างกายผ่อนคลาย ก่อนจะวาระสุดท้าย

“แต่พี่ตุ๋ยเขาไม่ยอมให้ฉีดมอร์ฟีน รีบให้พี่โทรตามสยามทาวน์ฯ มาอัดเทปก่อน เพราะอยากจะส่งเสด็จฯ มาก ให้ตามคนที่อยากเจอ มาเจอเป็นครั้งสุดท้าย ก็อย่างที่เห็น พี่เขาแจ่มใสมาก เขามีสติทุกอย่าง แล้วก็สั่งเสียเรื่องหลังหมดแล้ว พี่ตุ๋ยเขาพร้อมแล้ว ลูกเต้าพี่น้องก็มาอยู่กันพร้อมหน้า” เชฟแจ๊ส ผู้เป็นน้องสาวกล่าวเสียงเครือ และขอบคุณสยามทาวน์ยูเอส ที่ได้ทำให้ความต้องการสุดท้าย ในการมีส่วนร่วมกับคนไทยในลอส แอนเจลิส ทำการส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า สู่สวรรคาลัย เป็นจริงขึ้นมา

ทั้งนี้ เชฟตุ๋ย ปฏิเสธที่จะใช้เครื่องช่วยหายใจ ดังนั้น เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหว และต้องรับมอร์ฟีนในช่วงเย็นของวันเดียวกัน (18 ต.ค.) ทำให้เชฟตุ๋ยผ่อนคลาย หลับและตื่นขึ้นมาทักทายแขกที่มาเยี่ยมเป็นระยะ ก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบในเวลา 23.20 น.

ขอบคุณที่มา:http://www.springnews.co.th

Facebook Comments